EOS C70, R5 C, R5 หรือ R3: ควรเลือกกล้องรุ่นใดสำหรับการถ่ายวิดีโอ
Beginner
หากคุณเป็นผู้ผลิตวิดีโอมือใหม่ที่กำลังมองหากล้องที่มีความสามารถในการถ่ายวิดีโอระดับสูงในงบประมาณใกล้เคียงกับกล้องมิเรอร์เลสระดับมืออาชีพ ปัจจุบันมีกล้องในกลุ่ม EOS ของ Canon อยู่ 4 รุ่นที่คุณอาจสนใจ รุ่นแรกจากกลุ่มกล้องมิเรอร์เลส EOS R ของ Canon คือ EOS R5 ซึ่งสามารถถ่ายวิดีโอ 8K ได้ และ EOS R3 ซึ่งสามารถถ่ายวิดีโอ 6K และยังมี EOS C70 จากกลุ่มกล้อง Cinema EOS ซึ่งสามารถซื้อได้ในราคาใกล้เคียงกับ EOS R3 และ EOS R5 C ที่มีทั้งจุดเด่นของกลุ่มกล้อง Cinema EOS และคุณสมบัติของกล้อง EOS R5 รวมถึงความสามารถในการถ่ายวิดีโอ 8K คุณจะเลือกกล้องให้เหมาะสมกับคุณและงานที่คุณต้องการสร้างสรรค์ได้อย่างไร มาหาคำตอบได้จากบทความนี้
Snapshot
เผยแพร่เมื่อ 21 April 2022 อัปเดตเมื่อ 29 January 2026
EOS C70 กล้อง EOS C70 มีเซนเซอร์ภาพฟอร์แมต Super 35 มม. ตามมาตรฐานสำหรับภาพยนตร์ ด้วยขนาดประมาณ 26.2 × 13.8 มม. พื้นที่ผิวของเซนเซอร์นี้จึงมีขนาดใหญ่กว่าเซนเซอร์ที่ใช้ในกล้องถ่ายภาพโทรทัศน์ (Electronic News Gathering หรือ ENG) ที่ใช้ในการแพร่ภาพข่าวเกือบ 8 เท่า กล้องรุ่นนี้จึงสามารถถ่ายทอดระยะชัดตื้นแบบภาพยนตร์ได้
EOS R3 / EOS R5 / EOS R5 C กล้องทั้งสามรุ่นนี้มีเซนเซอร์ภาพแบบฟูลเฟรม 35 มม. ซึ่งมีขนาดประมาณ 36.0 × 24.0 มม. และมีพื้นที่ผิวประมาณสองเท่าของเซนเซอร์ภาพในกล้อง EOS C70 ทำให้ได้เอฟเฟ็กต์ระยะชัดตื้นที่เห็นได้ชัดเจนกว่าและโบเก้ที่สวยงามกว่า
เนื่องจากเอฟเฟ็กต์ของระยะชัดตื้นขึ้นอยู่กับขนาดของเซนเซอร์ภาพและไม่เกี่ยวข้องกับความละเอียดของจำนวนพิกเซลในกล้อง ภายใต้สภาวะเดียวกันนั้นโบเก้ที่ได้จากกล้อง EOS R3, EOS R5 และ EOS R5 C จึงดูไม่แตกต่างกัน โดยทั่วไป EOS C70 จะสร้างโบเก้ที่เห็นได้ไม่ชัดเจนเท่า แต่ก็สามารถให้ภาพที่ใกล้เคียงกับกล้องเหล่านี้ได้เช่นกันเมื่อใช้เมาท์อะแดปเตอร์ EF-EOS R 0.71x และเลนส์ EF
คุณควรทราบด้วยว่า เนื่องจากความแตกต่างของอัตราส่วนภาพระหว่างภาพแบบ 8K/6K กับภาพจากเซนเซอร์ฟูลเฟรม การบันทึกวิดีโอในกล้อง EOS R3 และ EOS R5/R5 C จึงใช้ความกว้างของเซนเซอร์ทั้งหมด แต่ไม่ใช้ความยาวทั้งหมดของเซนเซอร์ ดังนั้น แม้เซนเซอร์ภาพของกล้อง EOS R3 และ EOS R5/R5 C จะมีจำนวนพิกเซลที่ใช้จริงสูงสุด 24.1 และ 45 ล้านพิกเซลตามลำดับ แต่พื้นที่ของเซนเซอร์ที่ใช้ในขณะบันทึกวิดีโอด้วยความละเอียดสูงสุดของกล้องแต่ละรุ่นคือ 18.98 และ 35.38 ล้านพิกเซลตามลำดับ
กล้อง EOS R5 และ EOS R5 C สามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 8K DCI ในขณะที่ EOS R3 ถ่ายได้สูงสุด 6K และ EOS C70 ถ่ายได้สูงสุด 4K DCI
ความละเอียดสูงๆ ของกล้อง EOS R3, EOS R5 และ EOS R5 C ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่าในกระบวนการปรับแต่งภาพสำหรับเอาต์พุตแบบ 4K ยกตัวอย่างเช่น สำหรับวิดีโอ 8K คุณสามารถครอปพื้นที่ภาพออกไปได้สูงสุดถึง 75% แต่ยังคงมีพิกเซลเพียงพอสำหรับเอาต์พุต 4K และคุณภาพของภาพไม่ลดลง ซึ่งทำให้สามารถสร้างเอฟเฟ็กต์การซูมแบบดิจิตอลและการแพนกล้องได้ นอกจากนี้ ขนาดกะทัดรัดรวมถึงราคาที่จับต้องได้ของกล้อง EOS R5 และ EOS R5 C ในฐานะกล้องที่มีความสามารถแบบ 8K ยังทำให้กล้องทั้งสองรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับใช้เป็นกล้องสำรองลำดับสอง (หรือแม้แต่ลำดับสาม) เพื่อเสริมชุดอุปกรณ์กล้องความละเอียดสูง
หากการถ่ายวิดีโอในรูปแบบ 8K สำคัญสำหรับคุณ กล้อง EOS R5 C จะช่วยมอบตัวเลือกในการบันทึกที่หลากหลายกว่า ทั้งในรูปแบบ RAW และ MP4
เมื่ออัปเดตเป็นเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 1.0.3.1 (ฉบับภาษาอังกฤษ) สำหรับ EOS C70 แล้ว กล้องทั้งสี่รุ่นจึงสามารถบันทึกวิดีโอ RAW ที่ 12 บิตแบบภายในได้แล้ว สำหรับกล้อง EOS C70 และ EOS R5 C ปัญหาการถ่ายโอนและประมวลผลไฟล์วิดีโอ RAW ขนาดใหญ่นอกสถานที่และในระหว่างการตัดต่อนั้นสามารถแก้ไขได้โดยการใช้รูปแบบ Cinema RAW Light ที่มีในกล้อง Cinema EOS ระดับสูง เช่น C300 Mark III รูปแบบนี้เหมาะสำหรับการเกลี่ยสีและจัดเก็บ และยังทำให้ได้ขนาดไฟล์ที่เล็กกว่าไฟล์วิดีโอ RAW แบบมาตรฐานอย่างมากโดยที่ยังคงความลึกของอัตราการสุ่มตัวอย่างที่ 12 บิตไว้เท่าเดิม และคุณสามารถเลือกได้จากสามโหมด ได้แก่ RAW HQ (คุณภาพสูง), RAW ST (มาตรฐาน) และ RAW LT (แบบ Light)
ความละเอียดและอัตราเฟรมของการบันทึกแบบ RAW
สเปคที่สำคัญในการถ่ายวิดีโอของกล้อง EOS R5, EOS R5 C, EOS R3 และ EOS C70
เพื่อให้เข้าใจง่าย ความลึกสี (bit depth หรือ color depth) หมายถึง จำนวนสีที่ได้รับการบันทึก ความลึกสีสูงๆ หมายถึง จำนวนสีที่สามารถแสดงหรือฟื้นฟูได้มากขึ้นในการปรับแต่งภาพ กล่าวคือ ยิ่งมีจำนวนสีมาก จะยิ่งง่ายต่อการแสดงการเปลี่ยนแปลงของสีที่ดูลื่นไหล โหมดการบันทึกหลักๆ รวมถึงความลึกสีในกล้องทั้งสามรุ่นมีระบุไว้แล้วในตารางด้านบน EOS R3, EOS R5 และ EOS R5 C ให้ความลึกสีสูงสุดเนื่องจากรองรับการบันทึกไฟล์ RAW แบบ 12 บิต
EOS R5 เมื่อเปิดตัวเป็นครั้งแรก กล้อง EOS R5 รองรับเฉพาะ Canon Log เท่านั้น อย่างไรก็ตาม กล้องจะรองรับ Canon Log 3 ด้วยเมื่ออัปเกรดเฟิร์มแวร์เป็นเวอร์ชัน 1.3.0 ขึ้นไป
EOS R3 และ EOS R5 C EOS R3 และ EOS R5 C รองรับเฉพาะ Canon Log 3 ในตัวกล้องเท่านั้น แต่ Canon Log 3 ก็มีข้อดีของ Canon Log ด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงไม่น่าเป็นปัญหามากนัก สำหรับกล้อง EOS R5 C หากคุณบันทึกในรูปแบบ Cinema RAW Light คุณจะสามารถใช้ Canon Log 2 ได้ในซอฟต์แวร์ Cinema RAW Development ซึ่งเป็นวิธีแก้ไขที่มีประโยชน์หากคุณใช้ EOS R5 C ร่วมกับกล้องหลายตัวโดยที่กล้องอื่นๆ บันทึกในรูปแบบ Canon Log 2
EOS C70 เนื่องจากเป็นกล้อง Cinema EOS กล้อง EOS C70 จึงได้รับการออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ที่มักจะใช้การเกลี่ยสีระดับสูงในฟุตเทจ ดังนั้น จึงรองรับ Canon Log 2 เพิ่มเติมจาก Canon Log 3 ด้วย นอกจากนี้ยังมีเซนเซอร์ภาพแบบ Dual Gain Output (DGO) ซึ่งใช้การอ่านผลแบบขยายสองแบบ (เน้นจุดรบกวนและความอิ่มตัวของสี) จากแต่ละพิกเซลและนำมารวมกันเพื่อขยายช่วงไดนามิกเรนจ์ ด้วยเหตุนี้จึงให้ช่วงไดนามิกเรนจ์กว้างกว่าที่ EOS R5, EOS R5 C และ EOS R3 สามารถทำได้ คือสูงสุดกว่า 16 สต็อปใน Canon Log 2 และสูงสุด 14 สต็อปใน Canon Log 3
แม้การบันทึกอัตราเฟรมสูงที่สูงสุด 119.88p/100.00p จะมีรองรับในโหมดการบันทึกแบบครอปและไม่ครอปในกล้อง EOS R3 แต่กล้อง EOS R5 นั้นรองรับเฉพาะโหมดการบันทึกแบบไม่ครอปเท่านั้น ในขณะที่ทั้งโหมด PAL และ NTSC ของกล้อง EOS C70 รองรับสูงสุดที่ 120p ในการถ่ายแบบไม่ครอป (4K UHD) และสูงสุด 180p ในการถ่ายแบบ 2K/Full HD (ครอปแบบ Super 16 มม.)
สำหรับกล้อง EOS R5 C การถ่ายอัตราเฟรมสูงที่ 120p มีรองรับในโหมด 4K แบบไม่ครอปและ 2K แบบครอป (ครอปแบบ Super 16 มม.) ในรูปแบบ XF-AVC และ MP4 รวมถึงในโหมดครอป Super 16 มม. ในรูปแบบ RAW
คุณภาพของภาพ
ความสามารถในการประมวลผลภาพที่สูงขึ้นของกล้อง EOS R3 ทำให้ฟุตเทจอัตราเฟรมสูง 119.88p/100.00p ที่ถ่ายด้วยกล้องรุ่นนี้ดูสวยงามกว่าฟุตเทจจากกล้อง EOS R5 ทั้ง EOS R5 และ EOS R3 ไม่รองรับการทำ Oversampling
อัตราการเคลื่อนไหวแบบสโลโมชั่นและแบบเร็ว
ในกล้อง EOS R5 และ EOS R3 ฟุตเทจอัตราเฟรมสูงจะถูกบันทึกในรูปแบบไฟล์วิดีโอ 29.97p/25.00p จึงกลายเป็นวิดีโอสโลโมชั่นความเร็ว 1/4 เท่าเมื่อเล่นวิดีโอ
สำหรับกล้อง EOS C70 และ EOS R5 C คุณจะมีตัวเลือกที่แตกต่างกันสำหรับอัตราเฟรมที่บันทึกของฟุตเทจอัตราเฟรมสูง ได้แก่ 59.94p/29.97p/23.98p/24.00p/50.00p/25.00p ซึ่งหมายความว่าเมื่อใช้กล้อง EOS C70 คุณจะสามารถสร้างวิดีโอสโลโมชั่นความเร็ว 1/7.5 เท่าได้หากคุณบันทึกวิดีโอแบบ 2K/180p และบันทึกฟุตเทจในรูปแบบไฟล์ 23.98p
สำหรับกล้อง EOS C70 และ EOS R5 C คุณยังสามารถถ่ายวิดีโอ 12p หรือ 15p ได้ด้วย ซึ่งทำให้สามารถสร้างวิดีโอแบบเคลื่อนไหวเร็วที่เพิ่มความเร็วขึ้นประมาณ 4 เท่า
การบันทึกเสียงอัตโนมัติและ AF
กล้อง EOS R5 C มี AF และการบันทึกเสียง (ในรูปแบบไฟล์ WAV แยกกัน) สำหรับการบันทึกแบบสโลโมชั่นและเคลื่อนไหวเร็ว กล้องรุ่นอื่นจะไม่มี AF และการบันทึกเสียงในโหมดเหล่านี้
การบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงจะทำให้เกิดความร้อนภายในกล้อง เนื่องจากเป็นกล้อง Cinema ทั้ง EOS R5 C และ EOS C70 จึงมีระบบพัดลมทำความเย็นภายในที่สามารถลดการเกิดความร้อนภายในกล้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถบันทึกวิดีโอได้โดยแทบไม่ต้องหยุดพักไม่ว่าจะถ่ายในโหมดใด
ในขณะที่ EOS R3 และ EOS R5 ได้รับการออกแบบมาโดยให้ความสำคัญกับการป้องกันสภาพอากาศและบอดี้ที่มีน้ำหนักเบา จึงมีขีดจำกัดความร้อนสูงภายในกล้องซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกจัดการความร้อน EOS R3 สามารถทนต่อความร้อนภายในกล้องได้ดีกว่า EOS R5 และสามารถบันทึกวิดีโอโดยไม่ต้องหยุดพักได้ในโหมดความละเอียดที่ต่ำกว่า (4K 30p ALL-I และต่ำกว่า)
ข้อควรรู้: อายุแบตเตอรี่
ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องอาศัยความคล่องตัวสูงสุด คุณอาจต้องคำนึงถึงอายุแบตเตอรี่ ซึ่ง EOS C70 มีข้อได้เปรียบเหนือกว่า EOS R5 C เนื่องจาก สามารถถ่ายวิดีโอ 4K DCI แบบ 60p ได้สูงสุดประมาณ 170 นาทีด้วยชุดแบตเตอรี่ BP-A30 ของกล้อง* เทียบกับระยะเวลา 35 นาทีของ EOS R5 C เมื่อใช้ LP-E6NH**
EOS R5, EOS R5 C, EOS R3 สำหรับกล้อง EOS R5, EOS R5 C และ EOS R3 คุณสามารถใช้เมาท์อะแดปเตอร์ฟิลเตอร์แบบ Drop In กับฟิลเตอร์ ND แบบปรับได้ ซึ่งให้ช่วงเอฟเฟ็กต์ 1.5 ถึง 9 สต็อป (ND3 ถึง ND500)
เลนส์และมุมรับภาพที่ใช้จริง: เซนเซอร์ภาพแบบฟูลเฟรมกับ Super 35 มม.
กล้อง EOS R3, EOS R5, EOS R5 C และ EOS C70 มีเมาท์ RF ดังนั้นจึงรองรับเลนส์ RF อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กล้อง EOS R3, EOS R5 และ EOS R5 C มีเซนเซอร์ภาพแบบฟูลเฟรม กล้อง EOS C70 มีเซนเซอร์แบบ Super 35 มม. จึงให้มุมรับภาพที่แตกต่างกัน
EOS C70, เซนเซอร์ Super 35 มม. และเมาท์อะแดปเตอร์ EF-EOS R 0.71x
เซนเซอร์ภาพ Super 35 มม. ในกล้อง EOS C70 ทำให้มีคุณสมบัติการครอป 1.45 เท่า ซึ่งจะทำให้ภาพดูเหมือนถูกซูมเข้าไปมากกว่าเมื่อเทียบกับกล้องฟูลเฟรม แม้คุณสมบัตินี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับการถ่ายในระยะใกล้ แต่ก็ทำให้คุณไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเลนส์มุมกว้างได้อย่างเต็มที่เช่นกัน
เพื่อแก้ไขในจุดนี้ คุณสามารถใช้เมาท์อะแดปเตอร์ EF-EOS R 0.71x ได้ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้คุณสามารถติดตั้งเลนส์ EF ลงไปบนเมาท์ RF ได้เท่านั้น แต่ยังมีออพติคที่ช่วยลดวงภาพที่เลนส์ฉายลงไปบนขนาด Super 35 มม. ด้วย จึงทำให้คงมุมรับภาพดั้งเดิมของเลนส์เอาไว้ได้ และวงภาพที่ลดลงนี้ยังช่วยรวมแสงที่ผ่านเข้ามาในเลนส์ ทำให้เกิดเป็นเอฟเฟ็กต์ “เร่งความเร็ว” ซึ่งภาพที่ได้จะมีความสว่างมากกว่าขณะใช้เลนส์หลักเพียงชิ้นเดียวอยู่หนึ่ง f สต็อป
EOS R3, EOS R5, EOS R5 C: เซนเซอร์ภาพแบบฟูลเฟรม
กล้องอีก 3 รุ่นมีเซนเซอร์ภาพแบบฟูลเฟรม ทำให้สามารถใช้เลนส์ RF และ (เมื่อใช้เมาท์อะแดปเตอร์ EF-EOS R) เลนส์ EF กับมุมรับภาพเดิมได้ นอกจากนั้นยังมีโหมดการถ่ายครอปแบบ Super 35 มม. สำหรับเวลาที่คุณต้องการถ่ายวิดีโอด้วยมุมรับภาพ Super 35 มม. ด้วย
Join the conversation